ประวัติ แชคิล โอนีล

ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อเต็ม : แชคิล ราชอน โอนีล
วันเกิด : 6 มีนาคม 1972 (อายุ 36 ปี)
สถานที่เกิด : เนวาร์ก, นิว เจอร์ซี่ย์
ส่วนสูง : 7 ฟุต (2.16 เมตร)
น้ำหนัก : 325 ปอนด์ (147.4 กิโลกรัม)
ทีมปัจจุบัน : ฟินิกส์ ซันส์
เบอร์เสื้อ : 32
เล่นอาชีพ : ปี 1992-ปัจจุบัน

ประวัติความเป็นมา

แชคิล โอนีล (Shaquille O’Neal) หรือที่ชื่อเต็มว่า แชคิล ราชอน โอนีล เกิด 6 มีนาคม 1972 ในเมืองนีวอร์ค มลรัฐนิวเจอร์ซี เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อว่า แชค (Shaq) เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลเอ็นบีเอที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่ง นอกจากนี้ ชื่อของแชค ยังเป็นที่รู้จักในวงการเพลงแร็พเปอร์ และ นักแสดง ไม่แพ้กันอีกด้วย

กล่าวได้ดว่า โอนีล เป็นหนึ่งในนักบาสเกตบอลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการบาสเอ็นบีเอเลยก็ว่าได้  ตลอดเวลาการเล่น 13 ปี  ซึ่งปัจจุบัน เขาเล่นในตำแหน่งเซ็ฯนเตอร์ ให้กับ ฟินิกส์ ซัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ โอนีล สามารถคว้าแชมป์เอ็นบีเอได้ถึง 4 สมัย โดยเป็นกาคว้าแชมป์ร่วมกับทีม ลอส แองเจิลลิส เลเกอร์ส 3 สมัยติดต่อกัน  ในปี 2000, 2001 และ 2002 และ ไมอามี่ ฮีท 1 สมัย ในปี 2006

ปัจจุบัน โอนีล เล่นอยู่กับทีมฟีนิกส์ ซันส์ มีชื่อเสียงเรื่องตัวใหญ่ด้วยความสูง 7 ฟุต 1 นิ้ว (2.16 ม.) หนัก 340 ปอนด์ (154 กก.) และใส่รองเท้าเบอร์ 22 (ของทางสหรัฐ) และเขายังมีชื่อเล่นหลายชื่อ เช่น ดีเซล (Diesel) บิ๊กอริสโตเติล (Big Aristotle) ซูเปอร์แมน (Superman) และล่าสุดเมื่อได้รับปริญญาโทบริหารธุรกิจคือ ดอกเตอร์แชค (Doctor Shaq) ซึ่งส่วนใหญ่แชคเป็นคนตั้งเอง

ชีวิดการเล่นบาสเกตบอล

มหาวิทยาลัยหลุยเซียนาสเต็ต

เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างเมื่อเล่นที่ไฮสคูล Robert G. Cole Junior-Senior High School ในเมืองซานแอนโตนิโอ มลรัฐเท็กซัส และได้เป็นผู้เล่นดีเด่นของโรงเรียนระหว่างเวลาที่เล่นอยู่ที่นั่น เขาเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยหลุยเซียนาสเตต (Louisiana State University, LSU) และจบปริญญาตรีในสาขาพาณิชยศาสตร์ ได้รับตำแหน่ง first team All-American สองครั้ง ผู้เล่นแห่งปีของ Southeastern Conference (SEC) สองครั้ง ผู้เล่นแห่งปีระดับประเทศในปี 1991 และเป็นเจ้าของสถิติของระดับมหาวิทยาลัย (NCAA) สำหรับจำนวนบล็อกสูงสุดในหนึ่งเกม คือ 17 บล็อกเมื่อแข่งกับมหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปีสเตต (Mississippi State University) เมื่อ 3 ธันวาคม 1990

เดล บราวน์ (Dale Brown) โค้ชที่ LSU ในขณะนั้นบอกว่า เขาพบกับแชคครั้งแรกเมื่อไปที่เยอรมนี และเข้าใจผิดว่าแชคเป็นทหารคนหนึ่ง ขณะนั้นเขาอายุเพียง 13 ปี สูงถึง 7 ฟุต แต่หนักเพียง 223 ปอนด์ สามปีผ่านไปแชคตัวสูงขึ้นอีกเพียงหนึ่งนิ้ว แต่มีกล้ามเนื้อเพิ่มถึง 80 ปอนด์

เล่นอาชีพในลีกเอ็นบีเอ

1992-1996 : ออร์แลนโด เมจิก

โอนีล ในวัย 20 ปี ได้รับเลือกเป็นคนแรกของการดราฟในปี 1992 โดยทีมออร์แลนโด้ เมจิก เขาเล่นที่นั่นเป็นเวลาสี่ปี โดยมีผลงานที่โดดเด่นจนได้รับรางวัลผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยมประจำปี 1993 (รุกกี้ ออฟ เดอะเยียร์) หลังจากนั้น เมื่อออร์แลนโด้ได้ตัวการ์ดหน้าใหม่ แอนเฟอร์นี ฮาร์ดอเวย์ (ฉายา “เพนนี”) เข้ามาในทีม การประสานงานของแชคกับเพนนี่ช่วยกันสร้างทีมออร์แลนโด้จากทีมท้ายตารางกลายมาเป็นทีมที่สามารถเข้ารอบเพลย์ออฟได้

และในฤดูกาลปี 1994-1995 การเข้ามาเสริมทีมของผู้เล่นมากประสบการณ์อย่าง โฮเรส แกรนท์ ทำให้พวกเขาพาทีมออร์แลนโด เอาชนะชิคาโก บูลส์ อดีตแชมป์ 3 สมัย ที่เพิ่งได้ไมเคิล จอร์แดนกลับมาในปีนั้น 4 ต่อ 2 เกม และได้แชมป์ฝั่งตะวันออกด้วยการเฉือนเอาชนะอินดีอานา เพเซอรส์ 4 ต่อ 3 เกม ทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอ็นบีเอเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทีม แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายให้แชมป์เก่า ฮิวส์ตัน ร็อคเก็ตส์ ที่มี อาคีม โอลาจูวอน กับ ไคลด์ เดร็กซ์เลอร์ เป็นผู้เล่นหลัก ไป 4 ต่อ 0 เกมรวด ฮิวส์ตัน คว้าแชมป์สมัยที่สองติดต่อกัน

ในปีถัดมา (ฤดูกาลปี 1995-1996) ออร์แลนโด้ยังคงเป็นทีมที่แข็งแกร่ง ฝ่าฟันเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของฝั่งตะวันออกได้ไม่ยากเย็น แต่ก็ไม่สามารถต้านทานฟอร์มร้อนแรงของ ไมเคิ่ล จอร์แดน และชิคาโก บูลส์ ที่เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ชนะมากที่สุด 72 ครั้งแพ้ 10 มาจากฤดูกาลปกติได้ ต้องปราชัยอย่างหมดท่า 4 เกมต่อ 0 ชิคาโก บูลส์ คว้าแชมป์ฝั่งตะวันออกและเอาชนะซีแอทเทิล ซุปเปอร์โซนิก ในรอบชิงชนะเลิศเอ็นบีเอ 4 เกมต่อ 2 คว้าแชมป์สมัยที่ 4 ไปได้สำเร็จ

หลังจากหมดสัญญาจากทีม แชคได้รับข้อเสนอต่อสัญญาจากออร์แลนโด้จำนวนเงินถึง 115 ล้านเหรียญ พร้อมๆกับได้รับการติดต่อจากทีมลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส แต่สุดท้ายแชคก็ตกลงเซ็นสัญญาไปเข้าร่วมทีมลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 1996

1996-2004 : ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส

หลังจากฤดูกาล 1995-96 ของเอ็นบีเอ  โอนีลเข้าร่วมทีมลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส ด้วยสัญญาเจ็ดปีมูลค่าสูงถึง 120 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งไม่เคยมีมาก่อน เขาและโคบี ไบรอันต์ กลายเป็นคู่การ์ดและเซ็นเตอร์ที่เล่นได้ประสิทธิภาพที่สุดคู่หนึ่งในประวัติศาสตร์เอ็นบีเอ ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองจะไม่ราบลึ่นและเกิดเรื่องผิดใจกันบ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตามทั้งคู่ซึ่งคุมทีมโดยโค้ช ฟิล แจ็กสัน ประสบความสำเร็จมากบนสนามแข่งขัน และพาทีมคว้าตำแหน่งชนะเลิศสามปีติดต่อกัน (2000 ถึง 2002) แชคได้รับการเลือกเป็นผู้เล่นทรงคุณค่าในรอบสุดท้ายทั้งสามครั้ง เป็นผู้เล่นที่ทำแต้มเฉลี่ยสูงสุดในตำแหน่งเซ็นเตอร์ในประวัติศาสตร์การแข่งรอบสุดท้าย เขายังได้รับการลงคะแนนให้เป็นผู้เล่นทรงคุณค่าในฤดูกาลปกติของปี 1999-2000 และเกือบได้คะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ ขาดไปเพียงคะแนนเดียวเท่านั้น

ต้นฤดูกาล 2003-2004 โอนีล ประกาศว่าเขาต้องการต่อสัญญา แต่ผู้บริหารทีมลังเลที่จะทำตามข้อเรียกร้องของเขา เลเกอร์สเสนอสัญญาหนึ่งเมื่อกุมภาพันธ์ 2004 เพื่อให้โอนีลยังคงเป็นผู้เล่นที่มีค่าตัวสูงที่สุดในลีกแต่โอนีลปฏิเสธ

ฤดูกาล 2006-07 ฮีท ประสบปัญหาการบาดเจ็บจากผู้เล่นหลัก แชคเจ็บเข่าขวา และไม่ได้ลงเล่นถึง 30 เกม ช่วงที่แชคหายไป ทีมมีปัญหาการเล่น แต่เมื่อแชคกลับมาเล่นอีกครั้ง เขาทำให้ทีมชนะ 7 ใน 8 เกมถัดมา แต่ ดเวน เหว็ด ก็มาบาดเจ็บหัวไหล่เคลื่อน นักวิจารณ์สงสัยว่าลำพังแชคสามารถแบกทีมให้เข้าสู่รอบเพลย์ออฟได้หรือไม่ ซึ่งแชคก็ตอบข้อวิจารณ์โดยพาทีมให้ชนะเกมติดต่อกันและได้เล่นในเพลย์ออฟ ฮีท ได้พบกับ ชิคาโก้ บูลส์ ในรอบแรกแต่แพ้ 4 เกมรวดและตกรอบเพลย์ออฟ

โอนีล ย้ายไปร่วมทีม ฟินิกส์ ซัน ด้วยการข้อตกลงการแลกตัวกับ ชอว์น มาริออน และ มาร์คุส แบงค์ 2 ผู้เล่นของไมอามี่ ฮีท และโอนีล ก็ลงเล่นให้กับต้นสังกัดใหม่ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2008 ในเกมที่พบกับทีมเก่าอย่าง แอลเอ เลเกอร์ส ซึ่งเขาทำได้ 15 แต้ม กับ 9 รีบาวน์ อย่างไรก็ตาม เลเกอร์ส ก็เป็นฝ่ายชนะไป 130-124

ตลอดซีซั่นนี้ โอนีล ลงเล่นในฤดูกาลปกติไป 28 เกม ทำแต้มเฉลี่ยได้ 12.9 กับ 10.6 รีบาวน์ ต่อเกม ภายใต้การลงเล่นเป็นฤดูกาลแรกกับทีม ฟินิกส์ ซัน ซึ่งเขาก็สามารถช่วยทีมผ่านเข้าไปเล่นรอบเพลย์ออฟได้สำเร็จ โดยไปพบกับ ซาน อันโตนิโอ สเปอร์ส ก่อนที่เส้นทางของฟินิกส์ ซัน จะหยุดไว้แค่นั้น หลังพ่ายให้กับ สเปอร์ส ไปตามระเบียบ อย่างไรก็ตาม ในเกมรอบเพลย์ออฟ นั้น โอนีล ทำแต้มเฉลี่ยได้ 15.2 คะแนน, 9.2 รีบาว และ 1.0 แอสซิส ต่อเกม

รางวัลที่ได้รับ

แชมปเอ็นบีเอ 4 ครั้ง : ปี 2000, 2001, 2002, 2006
ผู้เล่นทรงคุณค่า (MVP) : ปี 2000
ผู้เล่นดาวรุ่งแห่งปี (NBA Rookie of the Year) : ฤดูกาล 1992-1993
เป็นผู้เล่นทรงคุณค่า (MVP) ในรอบไฟนอลของเอ็นบีเอ 3 ครั้ง : ปี 2000, 2001, 2002
ได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นในออลสตาร์ เอ็มวีพี 2 ครั้ง
ได้รับเลือกในทีม ออล-เอ็นบีเอ 14 ครั้ง
แชมป์ World Championship ปี 1994
แชมป์ โอลิมปิก เกมส์ ปี 1996

***ข้อมูลสิ้นสุด ณ วันที่ 27 กรกฎาคม 2551